นอนกรน โรคนอนกรน แก้นอนกรน รักษานอนกรน ด้วยเครื่องมือทันตกรรมในช่องปาก จากเดนตินอร์


Dentinore

Thai Version
นอนกรนหยุดหายใจระหว่างนอนทางเลือกการรับรักษาคำนิยมอัตราค่ารักษาการนอนกรน
บริการ -> การักษาและบริการอื่นๆ -> โรคนอนกรน -> การนอนกรนเกิดได้อย่างไร ?
 

 

 

Why do we snore?

โดยปกติเวลาเราหายใจเวลานอนนั้น เราจะหายใจโดยใช้จมูกในกรณีการหายใจเป็นไปได้อย่างสะดวก ไม่มีการติดขัดใดๆในทางเดินหายใจ แต่เมื่อไหร่ที่ทางเดินหายใจนั้นมีการอุดตัน เช่น มีน้ำมูก หรือ เยื่อบุจมูกอักเสบ ไม่ว่าจะมีระดับแค่ไหนก็ตาม ระบบของร่ายกายจะทำการตอบสนองอัตโนมัติด้วยการหายใจทางปากร่วมด้วย ในระหว่างการนอนหนังกล้ามเนื้อบริเวณคอหอยจะผ่อนตัวและหย่อนลงมา จึงทำให้พื้นที่ของทางเดินหายจะแคบลง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีแรงดัน และความเร็วของลมหายใจเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้เนื้อเยื่ออ่อนๆในช่องปาก สั่นสะเทือน และเป็นสาเหตุของการเกิดเสียงกรน

การที่กล้ามเนื้อในคอหอยผ่อนตัวและหย่อนลงมา อาจเป็นมากในผู้ดื่มแอลกอฮอลล์หรือ ต่อมทอนซิลโต การอดนอน หรือ รับประทานยาที่ทำให้ง่วงนอน เช่น ยาลดน้ำมูก

การหายใจแบบปกติ
Figure 2 Upper airway
การหายใจที่ทำให้เกิดการนอนกรน
Figure 3 Blocked respiration

ใครเป็นผู้มีปัญหาจากการนอนกรน ?

โดยทั่วไปแล้ว การนอนกรนนี้จะพบมากในจำนวนประชากร ประมาณ 44%ของผู้ชาย และ 28% ของผู้หญิง ในช่วงอายุระหว่าง 30-60 ปี และยังมีสิทธิ์พบมากในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินปกติ ผู้ที่มีเพดานอ่อนในปากยาวกว่าปกติ หรือการที่มีลิ้นไก่/ต่อมทอลซิลขยายตัวอีกด้วย และจากสถิติ จำนวนของผู้มีปัญหานอนกรนพบว่า 70% จะมีปัญหาเพียงแค่การนอนกรนอย่างเดียว แต่อีก 30%นั้น จะมีปัญหาเกี่ยวกับการหยุดหายใจระหว่างการนอนร่วมด้วย

ผลกระทบของการนอนกรน ?

การนอนกรนโดยปกตินั้น จะมีผลกระทบอะไรต่อสุขภาพ แต่การนอนกรนนี้เป็นสัญญาณอันตราย ของการเกิดโรคหายใจติดขัดระหว่างการนอน (OSA) ถึงแม้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่นอนกรน จะมีปัญหาการหายใจติดขัด ระหว่างการนอน แต่หากเมื่อไร มีสัญญาณว่าเริ่มมีการหยุดหายใจ ระหว่างการนอน หรือมีการอาการง่วงนอนระหว่างวันอยู่เป็นประจำ คุณควรพบแพทย์เพื่อขอเข้ารับคำปรึกษา ในกลุ่มที่มีปัญหาการนอนกรนอย่างเดียวนั้น จะทำการรักษาหรือไม่ก็ได้ เนื่องจากเป็นการลดความรำคาญกับผู้คนรอบข้างเท่านั้น แต่ในกลุ่มที่มีปัญหาการหยุดหายใจร่วมด้วย จะเกิดปัญหาสุขภาพ และหากทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานหลายปี อาจมีผลกระทบรุนแรงถึงขึ้นเสียชีวิตได้
นอกจากปัญหาเรื่องง่วงนอนมากกว่าปกติแล้ว การปล่อยให้ขาดออกซิเจนในช่วงนอนหลับ ทุกคืนเป็นเวลานาน ยังอาจมีผลกระทบต่อ 3 ระบบที่สำคัญคือ

1. สมองและระบบประสาท
การขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดความจำ/สมาธิ/การตัดสินใจ แย่ลง เมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกัน

2. หัวใจ
เมื่อมีอาการหยุดหายใจระหว่างการนอน จะทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงหัวใจน้อยลง ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเวลากลางคืนได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ปัญหาหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง หรือโคเลสเตอรอลในเลือดสูง

3. หลอดเลือด
การขาดออกซิเจนบ่อยๆเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้มีผลทำให้หลอดเลือดทั่วร่างการตีบตัว และเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีการหยุดหายใจขณะนอนหลับ

  1. เมื่อผู้ป่วยนอนหลับ
  2. กล้ามเนื้อร่างกายจะเกิดการผ่อนคลายและหย่อนตัวลง
  3. ช่องทางเดินหายใจถูกบีบแคบลงหรืออาจถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถหายใจได้สะดวก เกิดการหยุดหายใจชั่วขณะหรือการกรนเสียงดังเนื่องจากการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อภายในช่องหลอดลม
  4. ระดับออกซิเจนที่สามารถดูดซึมเข้าไปในร่างกายมีปริมาณน้อยลง
  5. ผู้ป่วยจะเกิดความรู้สึกอึดอัด เพราะร่างกายพยายามจะทำการหายใจ บางครั้งการหยุดหายใจอาจค้างยาวเป็นนาที ทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้สนิท
  6. ระดับการเต้นของหัวใจลดต่ำลงกว่าปกติ และปริมาณออกซิเจนในเลือดลดลง
  7. ร่างกายมีปริมาณออกซิเจนต่ำ และคาร์บอนไดออกไซด์สูง จึงปล่อยสารอดรินาลินออกมาเพื่อพยายามปลุกให้สมองและร่างกายตื่นตัวไว้ ป้องกันการขาดอากาศหายใจ
  8. ผู้ป่วยจะสะดุ้งตกใจตื่น และหายใจเข้าลึกประมาณ 6-7 ครั้งเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจน และลดคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือด โดยผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวถึงอาการดังกล่าว แต่มักจะมีการปรับเปลี่ยนท่านอน
  9. ร่างกลายกลับมาตื่นตัวเนื่องจากได้รับสารอดรินาลิน ทำให้ระดับการเต้นของหัวใจเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ
  10. ปริมาณออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาสู่ระดับใกล้เคียงปกติ ร่างกายจึงพยายามพักผ่อนและนอนหลับต่อ
  11. ผู้ป่วยนอนหลับต่อ และกลับเข้าสู่วงจรของการหยุดหายใจวนไปตลอดคืน

จะทราบได้อย่างไรว่ามีการหยุดหายใจขณะนอนหลับ ?

วิธีการตรวจสอบว่าเป็นโรค OSA หรือไม่ สามารถวินิจฉัยได้โดยการ sleep study ซึ่งสามารถทำได้ที่โรงพยาบาล หรือที่บ้านของคุณ โดยสังเกตจากอาการดังต่อไปนี้

  • สมรรถภาพทางเพศลดลง
  • เกิดอาการง่วง ซึมเซาตลอดทั้งวัน
  • ไม่มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน หลงลืมได้ง่าย
  • ซึมเศร้า
  • ปวดหัวในตอนเช้า
  • อาการเสียดท้องเนื่องจากการไหลย้อนกลับของน้ำกรดจากกระเพาะอาหาร
  • คอแห้ง แสบคอ หลังจากตื่นนอน
  • ซุ่มซ่าม เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
  • ปริมาณคลอเลสเตอรอลสูงขึ้น
  • ตึงเครียดตลอดเวลา

ผลกระทบจากโรค OSA                                                                                         

โรค OSA นั้นสามารถสร้างผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคุณได้มาก ตั้งแต่เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ความสามารถในการทำงานประจำวันลดลง พร้อมทั้งยังสร้างความตึงเครียดต่อสมาชิกในครอบครัวหรือสังคม เกิดความหงุดหงิดรำคาญกับคู่สมรส และทำให้คุณภาพชีวิตของคุณแย่ลงได้

การวัดระดับความรุนแรงของโรค OSA ?

ระดับความรุนแรงของโรค OSA นั้นสามารถวัดได้จาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ระดับออกซิเจนในกระแสเลือด ความง่วงซึมเซาในเวลากลางวัน และ จำนวนครั้งที่หยุดหายใจขณะนอนหลับ หรือเรียกว่าค่า AHI (Apnea Hypopnea Index)

  • ค่า AHI จำนวน  5 – 15 ครั้งต่อชั่วโมง นับเป็นผู้ป่วยโรค OSA ระดับเบา
  • ค่า AHI จำนวน  16 - 30 ครั้งต่อชั่วโมง นับเป็นผู้ป่วยโรค OSA ระดับปานกลาง
  • ค่า AHI จำนวน 30 ครั้งขึ้นไป ต่อชั่วโมง นับเป็นผู้ป่วยโรค OSA ระดับรุนแรง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับคืออะไร ?

โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทตามสาเหตุของการเกิดอาการ ได้แก่ ประเภทปิดกั้น ประเภทประสาทส่วนกลาง หรือประเภทผสม ซึ่งประเภทแรกนั้นเป็นแบบที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยOSA   ถึงแม้สาเหตุของการอาการของทั้งสามประเภทนั้นจะแตกต่างกัน แต่ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกัน คือ หยุดหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้มากถึงร้อยครั้งในหนึ่งคืน และการหยุดหายใจแต่ละครั้งอาจมีระยะเวลานานถึงหนึ่งนาทีหรือมากกว่า ส่วนประเภทที่มีสาเหตุจากประสาทส่วนกลางนั้น เกิดจากการที่สมองไม่สามารถสั่งการให้กล้ามเนื้อระบบ หายใจทำงานและในประเภทผสม คือมีสาเหตุจากทั้งความผิดปกติจากการสั่งการของสมอง และการปิดกั้นในช่องทางเดินหายใจ

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรค OSAระดับใด ?

วิธีการตรวจสอบว่าเป็นโรค OSA หรือไม่นั้นสามารถทำได้ด้วยการ Sleep test ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาจะแนะนำอย่างไร การทดสอบนี้สามารถทำได้ทั้งที่บ้าน หรือที่โรงพยาบาล โดยมีจุดประสงค์เพื่อตรวจวัดค่าปัจจัยต่างๆขณะนอนหลับ จากนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้วินิจฉัยถึงระดับความรุนแรงของอาการป่วย ปัจจัยที่ใช้ในการวัดระดับความรุนแรง ได้แก่ จำนวนครั้งที่หยุดหายใจขณะนอนหลับ ปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด ระดับการเต้นของหัวใจ และการขยับเคลื่อนไหวร่างกายขณะนอนหลับ
ระดับความรุนแรงของการป่วยเป็นโรค OSA นั้นวัดได้จากปัจจัยต่างๆเหล่านี้ และควรรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอาการดังกล่าวเพื่อทำการรักษาให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยทันแพทย์ผู้จัดอุปกรณ์ oral appliance ให้นั้นจะทำงานคู่กับคำแนะนำจากแพทย์ส่วนตัวของคุณเพื่อให้ได้วิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

RDI หมายถึงอะไร ?

RDI หรือ Respiratory Disturbance Index หมายถึงค่าเฉลี่ยของจำนวนครั้งที่หยุดหายใจขณะนอนหลับต่อชั่วโมง ซึ่งค่านี้จะแสดงถึงความสัมพันธ์กับปริมาณออกซิเจนในร่างกาย หากมีค่า RDI ต่ำกว่า 5 นั้นแปลว่าร่างกายมีสุขภาพปกติ แต่หากมีค่ามากกว่า 30 นั้นแปลว่ามีปัญหาสุขภาพ มีความผิดปกติรุนแรง ค่า RDI นั้นสามารถใช้แทนได้ด้วย AHI (Apnea Hypopnea Index)

โรค OSA เกิดจากอะไร ?

Obstructive Sleep Apnea (OSA) หรือการหยุดหายใจขณะนอนหลับ มีสาเหตุของโรคเกิดจากการที่หลอดลม หรือช่องทางเดินหายใจถูกปิดกั้นโดยเนื้อเยื่อบุเพดานปากด้านในซึ่งหย่อนตัวลงมาเมื่อกล้ามเนื้อคลายตัวขณะนอนหลับ

โรค OSA คืออะไร ?

โรค OSA หรือ Obstructive Sleep Apnea นั้นคืออาการผิดปกติของร่างกายที่ผู้ป่วยจะมีอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับ โดยเกิดจากการที่ช่องทางเดินหายใจถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง บางครั้งทำให้เกิดการหยุดหายใจยาวเป็นนาทีได้ อาการนี้มีผลต่อสุขภาพร่างกายอย่างรุนแรง จึงควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ใครคือผู้ป่วยโรค OSA ?

OSA นั้นเกิดขึ้นในผู้ป่วยชาย 24% และในผู้ป่วยหญิง 9% ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นสูงพอกับการเป็นโรคเบาหวานในผู้ใหญ่ แม้ว่าโอกาสที่จะเป็นโรค OSA นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย แต่ส่วนมากมักจะพบในผู้ใหญ่ช่วงอายุ 45 – 65 ปี แต่เนื่องจากโรค OSA ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคมนัก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่ได้รับการวินิจฉัย และทราบถึงอาการป่วยของตนเอง ซึ่งอาการนี้สามารถก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมาได้อีกมากมาย

การกรนและโรค OSA มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ?

การกรนนั้นเกิดจากการที่ช่องทางเดินหายใจถูกปิดกั้นลงบางส่วน แต่OSA เกิดจากการถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิงจนหยุดหายใจไปชั่วขณะ ซึ่งจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าระหว่างคืน และการกรนเสียงดังเป็นอาการหนึ่งของโรค OSA โดยในบางกรณี ผู้ป่วย OSA จะกรนเสียงดังหรือหอบเมื่อร่างกายพยายามจะสูดอากาศเข้า หลังจากหยุดหายใจไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง
การกรนที่ไม่มีความผิดปกติทางการหายใจนั้น จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ผู้ที่มีการกรนหลายรายไม่ทราบว่าตนมีอาการของโรค OSA ด้วย ดังนั้นควรรับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ถูกต้องเพื่อทำการรักษาหากมีความผิดปกติดังกล่าว

จะทราบได้อย่างไรว่าป่วยเป็นโรค OSA หรือไม่ ?

แพทย์ประจำตัวสามารถแนะนำคุณไปตรวจวินิจฉัยโรคหรือความผิดปกติขณะนอนหลับของคุณได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการทดสอบ Polysomnogram เพื่อตรวจวัดค่าต่างๆ เช่น ระดับการเต้นหัวใจ ปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด และEEG หรือความผิดปกติในการหายใจขณะนอนหลับในช่วงต่างๆ แล้วนำไปใช้เป็นข้อมูลในการวินิจฉัยโรคต่อไป

 

 

 

 
MANDIBULAR ADVANCE DEVICE
Snoring / นอนกรนการนอนกรนเกิดได้อย่างไร ?
Snoring / นอนกรนฉันเป็น OSA หรือเปล่า ?
Snoring / นอนกรนการรักษาอาการนอนกรน
Snoring / นอนกรนเครื่องมือรักษาอาการนอนกรน (OA)

Snoring / นอนกรนอีกทางเลือกสำหรับผู้ป่วย OSA นอกเหนือจากการใช้ CPAP

รักษาปัญหาการนอนกรน
ด้วย oral appliance
Snoring / นอนกรนการทำงาน oral appliance
Snoring / นอนกรนหยุดการนอนกรน
Snoring / นอนกรนทางเลือกนอกเหนือจาก CPAP
Snoring / นอนกรนคำนิยม
RELATED TOPICS
Snoring / นอนกรนอัตราค่ารักษา
 

 

 

 
ศูนย์การนอนกรนและการหยุดหายใจระหว่างนอน เดนตินอร์ 90 อาคารฟิฟตี้ฟิฟท์ พลาซ่า ชั้น2 ถนนสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ ซอย 2) กรุงเทพมหานคร 10110
โทรศัพท์ 023920887 Email: info@dentinore.com